ชีวประวัติหลวงพ่อ "วิริยังค์ สิรินฺธโร"  ตอน จิตออกจากร่างครั้งที่ ๒

ชีวประวัติหลวงพ่อ "วิริยังค์ สิรินฺธโร" ตอน จิตออกจากร่างครั้งที่ ๒

11 พฤศจิกายน 2565, 07:00 น.

3,901

แชร์:

จิตออกจากร่างครั้งที่ ๒

การเดินธุดงค์กับพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ครั้งนี้นับว่าเป็นการ สาธิตธุดงค์ เป็นบทเรียนที่มีค่าสูงยิ่งสําหรับ สามเณรวิริยังค์ได้รับความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงหรือแก่นแท้ของพระธุดงค์ ทำให้ทราบถึงหลักการธุดงค์อันเป็นพื้นฐานอันจะเป็นแนวทางให้ธุดงค์ในทางที่ถูกต้องโดยตนของตนเองต่อไป เมื่อสามเณรวิริยังค์จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าสว่างอารมณ์ก็เป็นวัดที่สงบสงัดสมควรแก่การบำเพ็ญสมณธรรมเป็นอย่างดี สามเณรวิริยังค์ถือโอกาสชักชวนโยมบิดาและโยมมารดาให้เข้าวัดฟังธรรมจำศีลภาวนา แล้วก็เป็นผลสำเร็จ เมื่อโยมทั้งสองเกิดสนใจในการบำเพ็ญสมาธิ ถึงกับโยมบิดานั่งสมาธิได้ผล นั่งได้ครั้งละ ๔-๕ ชั่วโมง ได้รับความเย็นใจมาก ทำให้สามเณรวิริยังค์ดีใจมากที่โปรดโยมบิดาได้สำเร็จ นับเป็นการทดแทนบุญคุณต่อท่านที่มีพระคุณต่อตน อย่างไม่มีอะไรจะมีค่าสูงเท่านี้

ในปีนี้เอง สามเณรวิริยังค์เป็นไข้มาลาเรียที่ติดมาจากการเดินธุดงค์ จับไข้ สั่นวันเว้นวัน ถึงกับเข่าอ่อนเดินไม่ไหว แม้จะพยายามแข็งใจ แต่ก็ทรุดลง ทุกวันๆ จนถึงกับลุกไม่ขึ้น นอนจับไข้อยู่เป็นเดือน ๆ แต่ไม่ได้ทำให้ใจของสามเณรวิริยังค์ต้องท้อถอย แม้ทุกขเวทนาจะเกิดขึ้นมากสักเพียงใด สำหรับโยมบิดายัง ไม่ละความพยายามที่จะให้สามเณรวิริยังค์ลาสิกขาไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ วันหนึ่งโยมบิดาซึ่งมานอนเฝ้าดูแลสามเณรวิริยังค์อยู่ที่วัดเป็นประจำ ได้มากระซิบที่ หูว่า “เณร สึกเถอะไปเรียนที่กรุงเทพฯ ต่อไปจะได้มีวิชาไว้รักษาตนเองไม่ ต้องไปพึ่งใคร” สามเณรวิริยังค์. ตอบว่า “อาตมาไม่สึก ไม่สึกด้วยประการทั้งปวงไม่ว่ากรณีใด ขอตายในผ้าเหลือง” โยมบิดาโมโหมาก บอกว่า “ถ้าอย่าง นั้นเลิกกัน โยมจะไม่ดูแลต่อไปอีก” สามเณรวิริยังค์ ตอบยืนยันอีกครั้งว่า “ขอตาย ในผ้าเหลือง” เท่านั้นแหละ โยมบิดาโมโหจัด ไม่พูดจาอะไรลุกขึ้นเตรียม เก็บที่นอนหมอนมุ้งกลับบ้านไป แต่พอตอนกลางคืนคงหายโมโห หอบที่นอนหมอนมุ้งกลับมานอนเฝ้า สามเณรวิริยังค์ ต่อไป ไข้มาลาเรียได้กำเริบมากขึ้น จนถึงมาลาเรียขึ้นสมอง รู้สึกว่าปวดศีรษะแทบระเบิด หลายวันต่อมายิ่งหนักขึ้น วันหนึ่งปวดศีรษะเหมือนมันลั่นดังเปรี้ยะประจนทนไม่ไหว เจ็บเหลือเกิน เหมือนกับศีรษะระเบิดออกเป็นเสียง ๆ จนทนไม่ไหว พลันจิตวิญญาณก็ลอย ออกจากร่างกาย ชีพจรถอนหมด ตัวเย็น จิตของสามเณรวิริยังค์ได้ออกจากร่าง เสียแล้ว....คำสุดท้ายที่ สามเณรวิริยังค์ได้ยินเป็นคำพูดของพระอาจารย์กงมาฯ ว่า “เสียทีแล้วตายแล้ว” ขณะนั้นจิตวิญญาณสามเณรวิริยังค์ก็ลอยออกจากร่าง แต่มีความสว่างมีความสบายมาก จิตวิญญาณได้ลอยไปในอากาศเหมือน เหาะได้ ผ่านบ้านเมืองต้นไม้ไปเรื่อย ๆ เห็นหมดทุกอย่างแม้แต่คนเดินไปมา ขวักไขว่ มองดูทะลุหลังคาบ้าน เห็นหมดกระทั่งปลาที่ว่ายในแม่น้ำก็เห็นหมด ดูร่างกายจิตของเราก็เหมือนเรามีชีวิตไม่ตายร่างกายก็เหมือนเดิม ต่างแต่ว่า ไม่ใช่จีวร แต่เป็นเครื่องประดับมีเสื้ออาภรณ์บาง ๆ สวมใส่และอ่อนนุ่มสบาย แต่ตัวเบาเหาะได้ไปได้ตามใจนึก นึกในใจว่าเราสบายแท้ รู้สึกเป็นแสงสว่าง ออกจากร่างกายของเรา สำหรับตามองเห็นทุกอย่างเหมือนตาทิพย์ มันช่าง สบายอะไรเช่นนั้นจนไม่มีคิดถึงใคร ๆ ทั้งสิ้น ความเย็นใจจากสมาธิที่เคยฝึกปรือมา ก็มารวมให้ความสุขแก่เราทั้งหมด

คิดว่า “เราสบายแล้ว ไม่ต้องทำอะไรเป็นความสบายจริง” กระทั่งมาถึงเกาะ ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นเกาะสวยงามมากกลางทะเล บนเกาะมีผู้คน ล้วนแต่สวย ๆ ทั้งหญิงและชาย ส่วนมากเป็นหญิง ทุกคนได้มาห้อมล้อม สามเณรวิริยังค์ แสดงความยินดี ต่างเจรจาปราศัยด้วยถ้อยคำอันไพเราะชักชวน สามเณรวิริยังค์ให้อยู่ด้วย สามเณรวิริยังค์ก็ยินดีที่จะอยู่กับเขา พวกเขาได้เลี้ยงอาหารเอร็ดอร่อย หอมฟุ้ง รู้สึกว่าไม่มีอะไรทุกข์ร้อน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงพระอาจารย์กงมาฯ เรียกสามเณรวิริยังค์เป็นเสียงดังว่า “วิริยังค์มาเร็ว วิริยังค์มาเร็ว” สามเณรวิริยังค์ได้บอกแก่ผู้คนที่กำลังห้อมล้อมว่า พระอาจารย์เรียกหาแล้ว จะต้องลาพวกท่านทั้งหลายไปก่อน ปรากฏว่าพวกเขามีความเสียดายอย่างยิ่ง ไม่ อยากจะให้สามเณรวิริยังค์กลับเลย แต่สามเณรวิริยังค์บอกเขาว่า พระอาจารย์เรียกแล้ว ไม่กลับไม่ได้ ทันใดนั้นปรากฏว่าจิตของสามเณรวิริยังค์ได้ลอยเหาะไปในอากาศมอง ดูข้างล่างเห็นผู้คนเดินกันขวักไขว่ และสบายมากทั้งจิตนี้ก็ผ่องใส มีแสง สว่างออกจากจิต จนมาถึงศาลาเห็นตัวของตนนอนอยู่ มีความรู้สึกว่าเราจะ เข้าสู่ร่างของเราได้อย่างไร ก็รู้สึกว่าเข้าสู่ร่างทันที รู้สึกตัวครั้งแรกได้ยิน พระอาจารย์พูดว่า “กลับมาแล้ว” “ฟื้นแล้ว” เพราะถูกอิฐเผาไฟนาบที่เท้าสามเณรวิริยังค์สดุ้งแล้วร้องขึ้นว่า “โอ๊ย” สามเณรวิริยังค์ฟื้นแล้ว ทุกคนพร้อมทั้งโยมบิดามารดาต่างก็ดีใจยิ้มแย้มแจ่มใสหัวเราะกันทุกคน จากนั้นพอหายลิ้นแข็ง สามเณรวิริยังค์ได้เล่าถึงจิตที่ออกจากร่าง และสิ่งที่พบเห็นให้อาจารย์ฟัง ท่านยิ้มด้วย ความชอบใจที่เราฟื้นมีชีวิตอย่างเดิม